วันพฤหัสบดีที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2550

Mazda 6 พลิกความสปอร์ตสู้2คู่ปรับร่วมชาติ

Mazda 6 พลิกความสปอร์ตสู้2คู่ปรับร่วมชาติ
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 17 กันยายน 2550 19:05 น.
หลังจากโตโยต้าส่งคัมรี่ใหม่กินยอดขายมาแบบนิ่มๆ มานานร่วมปี ตอนนี้ตลาดรถยนต์ครอบครัวระดับกลางเริ่มกลับมามีความคึกคักอีกครั้ง

โดยหลังจากที่ฮอนด้าเผยโฉมแอคคอร์ดใหม่ในตลาดสหรัฐอเมริกา ซึ่งคาดว่าจะเป็นโฉมเดียวกับที่ขายในไทยออกมาได้ไม่นาน ทางด้านมาสด้าก็เปิดเผยภาพพร้อมกับรายละเอียดคร่าวๆ ของรุ่น 6 ใหม่ตามออกมาบ้าง เพื่อหวังสะกัดการตัดสินใจของลูกค้าเพื่อไม่ให้เทใจไปทางฝั่งของฮอนด้ามาก นัก

มาสด้าเปิดเผยว่า 6 ใหม่จะมาพร้อมกับกลยุทธ์ในการใช้ความสปอร์ตสร้างความสนใจจากลูกค้า และการเปิดตัวในคราวนี้มาพร้อมกันทั้งซีดาน, แฮทช์แบ็ก และสเตชันแวกอน โดยที่แม้ว่าจะมีมิติตัวถังขยายใหญ่ขึ้นจากรุ่นที่ผ่านมา แต่ในเรื่องของน้ำหนักตัวรถกลับลดลง เพื่อคงคอนเซ็ปต์ในเรื่องของความสนุกสนานในการขับขี่ตามสไตล์ Zoom Zoom

ส่วนเครื่องยนต์ยังไม่ มีการเปิดเผยรายละเอียดออกมาในตอนนี้นอกจากระบุว่าในตลาดสหรัฐอเมริกาจะมี ทั้งรุ่น 4 สูบที่จะถูกขยับความจุจาก 2,300 ซีซีในรุ่นเดิมมาเป็น 2,400 ซีซี และมีตัวแรงในแบบวี 3,500 ซีซีที่ยังไม่เปิดเผยแรงม้าตามออกมาเป็นอีกทางเลือก

โดยที่ในยุโรปจะมีรุ่นเทอร์โบดีเซลให้เลือกใช้เหมือนเดิม ซึ่งเครื่องยนต์เทอร์โบดีเซลเป็นบล็อกใหม่ให้ทั้งความประหยัดและมีระดับของ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในไอเสียลดลงจากเดิม

คงต้องดูกันต่อไปว่าสุดท้ายแล้วความสปอร์ตและรูปลักษณ์ที่ออกแบบได้ อย่างสวยโดนใจจะสามารถซื้อใจลูกค้า และสามารถสร้างแรงกดดันให้กับโตโยต้า คัมรี่ และฮอนด้า แอคคอร์ดที่เป็นเจ้าครองตลาดรถยนต์กลุ่มนี้ในสหรัฐอเมริกาได้หรือเปล่า

ส่วนการทำตลาด จะมีขึ้นหลังจากเปิดตัวในแฟรงค์เฟิร์ต มอเตอร์โชว์ 2007 กลางเดือนกันยายนนี้ ซึ่งในญี่ปุ่นน่าจะเป็นกลุ่มแรกที่มีขาย และใช้ชื่ออาเทนซ่าเหมือนเดิม

Mercedes-Benz F700 ขับความหรูด้วยขุมพลังไฮเทค

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 20 กันยายน 2550 09:29 น.
บนเวทีในงานแฟรงค์เฟิร์ต มอเตอร์โชว์ 2007 ที่เริ่มขึ้นมาตั้งแต่วันที่ 13 กันยายนที่ผ่านมา นอกจากความสวยของรถยนต์รุ่นใหม่อย่างซี-คลาส แวกอน และหลากหลายรถยนต์เพื่อสิ่งแวดล้อมรุ่นใหม่ๆ ที่เมอร์เซเดส-เบนซ์นำ มาจัดแสดงแล้ว ยังมีต้นแบบสุดหรูอีกรุ่นที่สามารถเรียกความสนใจได้เป็นอย่างดี เพราะมีความโดดเด่นไม่เฉพาะรูปลักษณ์ภายนอกที่สามารถผสมผสานความหรูและความ ปราดเปรียวได้อย่างลงตัวแล้ว ยังเหนือขั้นด้วยเครื่องยนต์ต้นแบบสุดไฮเทคที่สามารถตอบสนองได้ครบทุกความ ต้องการ


เอฟ700 เป็นต้นแบบรุ่นใหม่ที่ทางเมอร์เซเดส-เบนซ์พัฒนาขึ้นมาเพื่อแสดงให้เห็นถึง แนวคิดที่ก้าวหน้าในการผสมผสานความสปอร์ตให้เข้ากับความหรูได้อย่างกลมกลืน ซึ่งบนเรือนร่างแบบซีดาน 4 ประตูที่มีความยาวในระดับ 5,170 มิลลิเมตร และระยะฐานล้อในระดับ 3,450 มิลลิเมตร ทุกรายละเอียดได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิด Aqua Dynamic ซึ่งจะเป็นรูปแบบที่มีการนำมาประยุกต์เพื่อใช้กับรถยนต์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์รุ่นใหม่ๆ ในอนาคต

นอกจากรูปร่างที่สวยแล้ว อีกสิ่งที่ทำให้ เอฟ700 ได้รับความสนใจคือ ความไฮเทคของเทคโนโลยียุคใหม่ โดยเฉพาะในเรื่องของเครื่องยนต์ ซึ่งเป็นการนำเครื่องยนต์เบนซินต้นแบบที่เรียกว่า Diesotto มาปรับปรุงให้เหนือระดับขึ้นอีกขั้นในรูปแบบของระบบไฮบริด

เครื่องยนต์รุ่นนี้พัฒนาบนพื้นฐานของขุมพลังเบนซิน แต่มีการปรับปรุงและติดตั้งเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้าไป เช่น ระบบจ่ายน้ำมันเข้าสู่ห้องเผาไหม้โดยตรง หรือ Direct Injection, ระบบอัดอาการแบบเทอร์โบ และระบบการแปรผันอัตราส่วนการอัดของเครื่องยนต์ให้สัมพันธ์กับการทำงานของเครื่องยนต์

เมอร์เซเดส-เบนซ์เผยว่าเคล็ดลับที่ถือว่าเป็นหัวใจหลักในการทำงาน อย่างมีประสิทธิภาพของเครื่องยนต์บล็อกนี้ คือ การติดตั้งระบบควบคุมการจุดระเบิดแบบอัตโนมัติ หรือ Controlled auto ignition เข้าไป ซึ่งสามารถทำให้มีการเผาไหม้ที่มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับที่ได้จากเครื่องยนต์ดีเซล และที่สำคัญ คือ เครื่อง ยนต์บล็อกนี้ไม่จำเป็นต้องใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่สังเคราะห์ขึ้นมาใหม่ สำหรับใช้งานเฉพาะทาง แต่สามารถเข้าปั๊มแล้วเติมน้ำมันเบนซินเหมือนกับรถยนต์ทั่วไปได้

ตัวเครื่องยนต์เป็นแบบ 4 สูบ 1,800 ซีซีแต่ได้รับการพัฒนาให้มีกำลังขับเคลื่อนมากถึง 238 แรงม้า แลแรงบิดสูงสุด 40.7 กก.-ม. พร้อมกับมีการปรับปรุงให้เหนือชั้นภายใต้รูปแบบของระบบไฮบริดด้วยการพ่วง มอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 20 แรงม้ามาช่วยลดภาระในการขับเคลื่อนของเครื่องยนต์

ผลก็คือ สมรรถนะในการขับขี่ที่จัดจ้านแม้จะเป็นเครื่องยนต์บล็อกเล็กแต่ต้องแบกตัวถังขนาดใหญ่ ใช้เวลาเพียง 7.5 วินาทีสำหรับการทำอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง และความเร็วสูงสุด 200 กิโลเมตร/ชั่วโมง โดยที่มีความโดดเด่นในเรื่องของค่ามลพิษในไอเสีย เพราะว่าผลิตก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาเพียง 127 กรัมต่อการแล่น 1 กิโลเมตร และมีความประหยัดในระดับ 21.5 กิโลเมตร/เลยทีเดียว

อีกเทคโนโลยีที่ถือว่าไฮเทคคือระบบช่วงล่างแบบ PRE-SCAN ซึ่งจะมีการติดตั้งเซ็นเซอร์แบบเลเซอร์เอาไว้ที่ไฟหน้าของตัวรถเพื่อทำหน้าที่เสมือน ‘ตา’ ในการตรวจสภาพเส้นทางข้างหน้า พร้อมกับระบบจะจำลองภาพของถนนที่เกิดขึ้นจากข้อมูลที่ส่งเข้ามาเพื่อสั่ง การปรับระดับความหนืดของโช้กอัพแบบแยกส่วนในแต่ละล้อเพื่อให้มีการทำงานที่ เหมาะสมกับสภาพเส้นทางจริงในการตอบสนองต่อความนุ่มนวลในระดับสูงสุด

ทั้งหมดคือความไฮเทคของเทคโนโลยียานยนต์ที่ถูกรวบรวมอยู่ในตัวถังซีดานระดับหรูหราของ เอฟ700 ซึ่งแน่นอนว่าบางเทคโนโลยีในตอนนี้คือต้นแบบสำหรับการจัดแสดง แต่ถ้าหากเวิร์คและได้รับการตอบรับที่ดี ก็อาจจะกลายเป็นจริงในการนำมาใช้กับรถยนต์ในสายการผลิตก็ได้

สี่ห้องหัวใจ"ผิง"ยกให้ "เปอโยต์ 406" เท่านั้น

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 20 กันยายน 2550 17:22 น.
"ผิง พิมพาภรณ์ ลีนุตพงษ์" เชื่อว่าหลายคนคงรู้จักเธอฐานะนางแบบและนักแสดงมากกว่าฐานะทายาทรุ่นที่ 3 ของบริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่ค่าย “ยนตรกิจ กรุ๊ป”เพราะผิงโด่งดังจากการรับบทบาทเป็นสาวทอมบอยในภาพยนตร์เรื่อง "สยิว" ที่สวนทางกับตัวตนจริงๆของเธอที่ทั้งเซ็กซี่และขี้เล่น จนตอนนี้ได้ตำแหน่ง "เซ็กซี่ สตาร์" อีกคนของวงการไปซะแล้ว นอกจากนี้ผิงยังมีหนังสือ “เค้าหาว่าผิงเจ้าชู้” ออกมาแฉถึงบรรดาชายหนุ่มกว่า 10 ที่แวะเวียนเข้ามาขายขนมจีบเธอด้วยสารพัดวิธีและยังตอกย้ำด้วยการถ่ายวีซีดี Club F ที่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า

"ผิงเป็นคนที่มั่นใจใน ตัวเองนะคะ ไม่ได้คิดว่าตัวเองสวยกว่าใครแต่เราก็สวยในแบบของเราเอง ส่วนงานที่ออกมาแนวเซ็กซี่นั้นเป็นเพราะว่าคนจ้างเขามองลุคของผิงเหมาะจะ เป็นแบบนี้มากกว่า ซึ่งทุกครั้งผิงก็ทำงานเต็มที่กลัวหนังสือเขาจะขายไม่ดี"

แต่ตอนนี้อาจจะเห็นสาวผิงห่างหายจากหน้าปกนิตยสารหรือเงียบหายจาก ละครนั้นเพราะว่าเธอกำลังต้องเหิรฟ้าไปศึกษาต่อด้านแฟชั่นที่ “LONDON COLLEGE OF FASHION” ประเทศอังกฤษโน่น.........พอเจอหน้าผิงในงานเปิดตัวรถยนต์เปอโยต์รุ่น 207 ก็เลยชวนเธอมาคุยกันเรื่องรถยนต์เสียหน่อยเพื่อไม่ให้เสียชื่อว่าเป็น ทายาทเปอโยต์

"ตอน นี้คันที่ใช้บ่อยที่สุดคงจะเป็นรุ่น 406 ค่ะเพราะเป็นรถค่อนข้างใหญ่เลยใส่ของเยอะ ผิงเลยชอบใช้มากสุดเวลาซื้อของหรือไปถ่ายละครก็ใส่สัมภาระส่วนตัวได้หมด แล้วก็นั่งสบายด้วยเพราะเราเป็นคนขับเองจะรู้สึกได้เลยว่ารถเปอโยต์ออกแบบ มาอย่างมีสไตล์และสะดวกสบายไปในตัวด้วย"

ผิงบอกกับเราถึงพานะคู่ใจของเธอที่ใช้มาได้หลายปีแล้วถึงแม้ว่าตอน นี้จะต้องเดินทางไปมาระหว่างเมืองไทยและประเทศอังกฤษก็ตาม แต่ทุกครั้งที่กลับมาก็จะต้องใช้รถคันนี้เท่านั้นเวลาไปไหนมาไหน เพราะผิงบอกว่านอกจากจะคันใหญ่ถูกใจเธอแล้วเปอโยต์นี่ล่ะบงบอกความเป็นตัว ของผิงได้มากที่สุด

"เปอโยต์คือรถที่มี เอกลักษณ์เป็นของตัวเอง ไม่เหมือนใครถ้าได้ลองมาขับก็จะเข้าใจ เ พราะมันเป็นอีกอารมณ์หนึ่ง ที่มีทั้งสนุก ตื่นเต้น และสบาย ถ้าเปรียบเป็นผู้หญิงก็จะต้องเป็นผู้หญิงที่มั่นใจในตัวเอง ร่าเริง และเซ็กซี่ ตรงกับตัวผิงเลย อีกอย่างผิงเองก็เริ่มหัดขับรถครั้งแรกก็เป็นเปอโยต์และใช้มาหลายคันจน กระทั่งมาเป็นคันปัจจุบันค่ะ"

ส่วนเรื่องความเชื่อในสีรถหรือเลขทะเบียนนั้น สาวผิงบอกว่าเธอเองก็มีความเชื่อเรื่องนี้เหมือนๆกับผู้หญิงคนอื่น เพียงแต่ไม่งมงายมากเท่านั้น อย่างเมื่อก่อนมีคนเคยทักว่าเธอไม่ถูกโฉลกกับรถสีดำจึงไม่กล้าขับ แต่ด้วยความที่ตัวเองชอบรถสีนี้อยู่แล้วจึงตัดสินใจเปลี่ยนรถมาเป็นสีดำแต่ ก็ไม่เคยเกิดอุบัติเหตุอะไร เพราะคิดว่าอยู่ที่ความไม่ประมาทและมีสติมากกว่า

“อยากให้ทุกคนขับรถด้วยสติที่เต็มร้อยค่ะ เพราะถ้าเราพลาดเพียงนิดเดียวก็จะทำให้พิการหรือถึงขั้นเสียชีวิตได้”

เอาเป็นว่าหนุ่มๆคนไหนที่หลงเสน่ห์เธอกันคงต้องรออีกเป็นปีเพราะสาวผิงยังต้องตั้งใจเรียนให้จบก่อนที่จะมารับงานให้หวิวใจกันอีกครั้ง

วันพฤหัสบดีที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2550

ผ่าน8เดือนยอดขายรถยนต์ยังตก9%

ข่าวในประเทศ – อีซูซุรายงานยอดขายรถยนต์สะสม 8 เดือนทำได้ 3.97 แสนคัน ตก 9.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว แต่ยอดขายเฉพาะเดือนสิงหาคมดีขึ้นกว่าเดือนกรกฎาคม 5.8% เหตุหลายค่ายกระหน่ำแคมเปญ

รายงานจาก บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ถึงยอดขายรถยนต์รวมทุกประเภทสะสม 8 เดือน (ม.ค.-ส.ค.2550) ทำได้ 397,835 คัน ตก 9.39% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

โดยโตโยต้ามาเป็นอันดับหนึ่ง 176,057 คัน ครองส่วนแบ่งตลาด 44.25% อีซูซุอันดับสอง 91,953 คัน ส่วนแบ่งตลาด 23.11% และอันดับสาม ฮอนด้า 41,811 คัน คิดเป็นส่วนแบ่งตลาด 10.51%

สำหรับ ยอดขายรถยนต์รวมทุกประเภทในเดือนสิงหาคม 2550 นี้ มีการจัดแคมเปญส่งเสริมการขายอย่างหนัก จากหลายค่ายรถยนต์ จึงทำให้ยอดขายในเดือนสิงหาคมเพิ่ม 5.87% เมื่อเทียบกับเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยมียอดขายรวม 54,163 คัน

ด้านยอดขายสะสม 8 เดือนของตลาดปิกอัพ 1 ตัน รวมทุกยี่ห้อ 239,019 คัน ลดลง 13.10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โตโยต้าขายได้สูงสุด 96,056 คัน ส่วนแบ่งตลาด 40.19% ตามด้วยอีซูซุ 84,538 คัน ส่วนแบ่งตลาด 35.37% และนิสสันมาเป็นอันดับสาม 20,530 คัน ครองส่วนแบ่งตลาด 8.59%

ขณะ ที่รถยนต์นั่งส่วนบุคคลทำได้ 113,469 คัน ลดลง 7.72% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา อันดับหนึ่งโตโยต้า 60,463 คัน คิดเป็นส่วนแบ่งตลาด 53.29% ฮอนด้ามาเป็นอันดับสอง 35,322 คัน ส่วนแบ่งตลาด 31.13% และเชฟโรเลตมาเป็นอันดับสาม 4,941 คัน ส่วนแบ่งตลาด 4.35%

ตารางแสดงยอดขายรถยนต์รวมทุกประเภท 5 อันดับแรก

ยี่ห้อม.ค.-ส.ค.50(คัน)อัตราเติบโต(เทียบกับม.ค.-ส.ค.49)ส่วนแบ่งตลาด
โตโยต้า176,057-3.22%44.25%
อีซูซุ91,953-18.73%23.11%
ฮอนด้า41,811-5.21%10.51%
นิสสัน24,764+16.94%6.22%
มิตซูบิชิ18,275-22.74%4.59%


ตารางแสดงยอดขายปิกอัพ 1 ตัน(ไม่รวมเอสยูวี) 5 อันดับแรก

ยี่ห้อม.ค.-ส.ค.50(คัน)อัตราเติบโต(เทียบกับม.ค.-ส.ค.49)ส่วนแบ่งตลาด
โตโยต้า96,056-6.55%40.19%
อีซูซุ84,538-19.51%35.37%
นิสสัน20,530+32.55%8.59%
มิตซูบิชิ14,822-22.30%6.20%
มาสด้า7,781+3.11%3.26%


ตารางแสดงยอดขายรถยนต์นั่ง 5 อันดับแรก

ยี่ห้อม.ค.-ส.ค.50(คัน)อัตราเติบโต(เทียบกับม.ค.-ส.ค.49)ส่วนแบ่งตลาด
โตโยต้า60,463+2.70%53.29%
ฮอนด้า35,322-19.27%31.13%
เชฟโรเลต4,941+79.48%4.35%
นิสสัน2,903-32.82%2.56%
เบนซ์2,254-11.50%1.99%

วันอังคารที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2550

"โตโยต้า"ประกาศยอดขายปี 09 ถึง 10ล้านแน่

"โตโยต้า"ประกาศยอดขายปี 09 ถึง 10ล้านแน่
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 4 กันยายน 2550 11:17 น.
ข่าวต่างประเทศ - โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชันมั่นใจ อีก 2 ปียอดขายรวมทั่วโลกเกิน 10 ล้านคันอย่างแน่นอน และด้วยตัวเลขในระดับนี้ทางผู้ผลิตรถยนต์ของญี่ปุ่นมั่นใจว่าจะสามารถโค่น บัลลังก์ของจีเอ็มที่ผงาดอยู่ในตลาดโลกมามากกว่า 70 ปีได้อย่างแน่นอน

คัตซึอากิ วาตานาเบ้ ประธานของโตโยต้าเปิดเผยว่า ทางบริษัทได้นำเป้าหมายนี้มารวมอยู่ในการสร้างกลยุทธ์ด้านการขยายตัวทางยอด ขายของบริษัท โดยนอกจากการเพิ่มยอดขายแล้ว ทางโตโยต้าจะให้ความสำคัญเกี่ยวกับการยกระดับด้านคุณภาพของตัวผลิตภัณฑ์ และการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ ออกสู่ตลาด เช่น ระบบไฮบริดรุ่นใหม่ที่จะนำมาใช้กับรถยนต์ของเล็กซัส ซึ่งโตโยต้ามั่นใจว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวกระตุ้นตลาดชั้นดี และปี 2009 จะสามารถทำยอดขายเกิน 10 ล้านคัน โดยอยู่ในระดับ 10.4 ล้านคันอย่างแน่นอน

‘ทุก โอกาสที่เปิดกว้าง เราจะพยายามพิชิตมันให้ได้ เราจะลดความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจ และพยายามเปลี่ยนความเสี่ยงเหล่านั้นให้กลายมาเป็นโอกาสสำหรับเรา’ นายวาตานาเบ้กล่าวที่งานแถลงข่าวโรงแรมแห่งหนึ่งที่โตเกียว

สำหรับภูมิภาคที่เป็นเป้าหมายในการเพิ่มยอดขายของโตโยต้าครั้งนี้ นอกจากตลาดอเมริกาเหนือ และยุโรปแล้ว โตโยต้ายังเล็งไปยังตลาดเกิดใหม่ที่มียอดขายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น จีน, รัสเซีย, อินเดีย และบราซิลอีกด้วย ขณะที่ตลาดญี่ปุ่นก็จะพยายามคงสถานทั้งในเรื่องของส่วนแบ่งและตัวเลขยอดขาย เอาไว้ไม่ให้ลดลงจากเดิม เพราะที่ผ่านมา แนวโน้มของตลาดรถยนต์ญี่ปุ่นมีแต่หดตัวลดเรื่อยๆ

อย่าง ไรก็ตาม นายวาตาเบ้กล่าวปฏิเสธเมื่อถูกถามว่าแผนการแห่งความทะเยอทะยานในครั้งนี้ ของโตโยต้าคือความต้องการที่จะลบสถิติในด้านยอดขายต่อปีที่ทางจีเอ็มทำเอา ไว้เมื่อปี 1978 ซึ่งตอนนั้นผู้ผลิตรายใหญ่จากเมืองลุงแซมทำเอาไว้ได้ 9.55 ล้านคัน และเป็นสถิติยอดขายต่อปีที่ยังคงไม่มีใครลบลงได้มานานเกือบ 30 ปี

‘สิ่งที่ผมต้องการจะบอกทั้งหมดคือ ผมมีความยินดีและปลื้มใจอย่างมากสำหรับลูกค้าของเราทุกคนที่ตัดสินใจซื้อรถ ยนต์ของโตโยต้า ผมเชื่ออย่างแท้จริงว่าเราจะต้องไม่ลืมถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นในระหว่าง การพัฒนาและผลิตรถยนต์แต่ละรุ่น’นายวาตานาเบ้กล่าวต่อ
ปัจจุบัน โตโยต้าสามารถลดช่องว่างของตัวเลขยอดขายต่อปีที่แต่เดิมเคย ถูกจีเอ็มทิ้งห่าง โดยปัจจัยแห่งความสำเร็จเป็นผลมาจากความนิยมที่มีต่อรถยนต์รุ่นสำคัญ อย่างคัมรี่ และพริอุสที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา และตลาดโลก โดยในปีที่แล้วยอดขายของโตโยต้ารวมถึงบริษัทในเครืออย่างไดฮัทสุมีตัวเลข อยู่ที่ 8.8 ล้านคัน ส่วนจีเอ็มอยู่ที่ 9.1 ล้านคัน

เป้า หมายปีนี้ของโตโยต้าคือ การทำยอดขายต่อปีขยับขึ้นมาเป็น 9.34 ล้านคัน และขยับเป็น 9.8 ล้านคันในปี 2008 ก่อนที่จะทะลุ 10 ล้านคันปี 2009 โดยปีนี้หากทางจีเอ็มยังไม่รีบพลิกตัวแก้ไขสถาน การณ์มีความเป็นได้สูงว่าจะสูญเสียตำแหน่งหมายเลข 1 ตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะยอดขายรวมช่วงครึ่งปีแรก ทางจีเอ็มตามหลังโตโยต้าอยู่ ด้วยตัวเลข 4.674 ล้านคัน กับ 4.72 ล้านคัน

แต่เมื่อพิจารณาเรื่องของการผลิตแล้ว จีเอ็มยังเป็นผู้นำอยู่ โดยครึ่งแรกของปีนี้ผลิตรถยนต์ออกมา 4.75 ล้านคัน ส่วนโตโยต้าผลิตออกมาเพียง 4.71 ล้านคัน

นายใหญ่‘ใบพัดสีฟ้า’กับรถคันโปรด

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 5 กันยายน 2550 11:30 น.
มิคาเอล คอร์ดิส เข้ามารับตำแหน่งประธานบีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย อย่างเป็นทางการเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ขณะเดียวกันยังนั่งเป็นประธานโรงงานบีเอ็มดับเบิลยู จังหวัดระยอง (บีเอ็มดับเบิลยู แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย) อีกหนึ่งตำแหน่ง…แน่นอนว่าด้วยหน้าที่การงานคงยุ่งไม่น้อย ดังนั้นเมื่อสบโอกาส“ผู้จัดการมอเตอร์ริ่ง”ก็รีบคว้าตัวนายใหญ่ค่าย‘ใบพัดสีฟ้า’มาคุยในแง่มุมสบาย กับไลฟสไตล์รถยนต์

มิคาเอล คอร์ดิส
รถคันแรกในชีวิตของคุณ

BMW 2002 ti สีส้ม ผลิตปี 1969 เป็นรถมือสองที่ผมเก็บเงินซื้อสมัยเรียนหนังสือ โดยรวบรวมเงินจากการทำงานช่วงวันหยุด พอเรียนจบอายุ 21 ก็รีบซื้อทันที ซึ่งผมประทับใจมาก

ทำไมถึงชอบ BMW

ช่วงนั้นบีเอ็มดับเบิลยูโด่งดังเรื่องมอเตอร์สปอร์ตและประสบความ สำเร็จมากมาย ซึ่งผมก็รักในกีฬามอเตอร์สปอร์ตอยู่แล้ว ทั้งมอเตอร์ไซค์ และรถยนต์ ขณะเดียวกันบีเอ็มดับเบิลยูเป็นรถที่มีจุดเด่นในตัวเอง ทั้งความสปอร์ต เซ็กซี่ ปราดเปรียบ โฉบเฉี่ยว แล้วมันทำให้ผมไม่เคยมองรถยี่ห้ออื่นในเยอรมนีอีกเลย

ถึงวันนี้เคยใช้รถมากี่คันแล้ว

26 คัน และ 7-8 คันเป็นบีเอ็มดับเบิลยู แต่ปัจจุบันในเมืองไทย ผมมีรถประจำตำแหน่งเป็น740Li

รถในฝัน

BMW Z8 โรดส์เตอร์ที่ผลิตเพียง 3,500 คันในโลก และผมเคยเห็นวิ่งในมิวนิค หรือประเทศแถบยุโรปบ้าง แต่ในเมืองไทยไม่รู้ว่ามีใครใช้รึเปล่า คือเป็นรถที่ผมชอบมาก แต่โชคไม่ดีที่ราคามันแพงเหลือเกิน และคงจะเป็นรถในฝันที่อยู่ในฝันของผมตลอดไป

BMW Z8
อยากให้ “คริส แบงเกอร์”(หัวหน้าฝ่ายออกแบบBMW)ดีไซน์รถแบบไหน

ผมชอบรถโรดสเตอร์ 2 ที่นั่ง เปิดประทุน และต้องเป็นหลังคาแบบซอฟ ท็อป (ผ้าใบ) ด้วย

รู้สึกอย่างไรกับเมืองไทย

ร้อนครับ!(หัวเราะ) ผมใช้เวลาปรับตัวนิดหน่อยในช่วงแรกๆ ส่วนผู้คนก็จิตใจดี สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติมากมาย และผมหวังว่าปีหน้าถ้ามีโอกาสอยากขับ มอเตอร์ไซค์ BMW R1200 GS เที่ยวในประเทศไทย เพราะผมได้ยินว่าเส้นทางลัดเลาะไปในภูเขาภาคเหนือสวยงามมาก คาดว่าถ้าเคลียร์งานได้ จะใช้เวลาประมาณ 10 วันสำหรับโปรเจคท์นี้

BMW R1200 GS